Articles

หน้าแรก >> เขียนโดย ดร.ภาคิน Written by Pakin >> >> สะกดจิต และ จิตวิทยา Hypnosis & Psychology >> จิตใต้สำนึก

จิตใต้สำนึก

การสะกดจิต

 

 

คำว่า  “HYNOSIS”  และ  “HYPNOTHERAPY”  อ่านว่า  ฮิป-โน-สิส  และ  ฮิป-โน-เธ-รา-ปี  คำว่า   เธ  ต้องแลบปลายลิ้นออกมาให้ฟันคู่หน้ากัดเล็กน้อยแล้วจึงค่อยออกเสียง  “เท”  จะถูกจะผิดก็คร้านจะตรวจทานอาศัยพอเอาความจำจากครูบาอาจารย์ที่เคยได้สั่งสอนมาคำแปลของทั้งคู่คือ  “การสะกดจิต”  และ  “การสะกดจิตบำบัด”  อีกเดี๋ยวเราจะรู้ว่าคำเหล่านี้หมายถึงอะไร

                ในฐานะคนไม่ค่อยรักวิชาการ  ได้รับมอบหมายจากผู้หลักผู้ใหญ่  ให้มาเขียนเรื่องที่ดูไม่เหมือนวิชาการ  แต่เป็นวิชาการทั้งสิ้นอันเกี่ยวกับการสะกดจิตนี้  ก็นั่งกระสับกระส่ายอยู่พักใหญ่ว่าจะเขียนให้เป็นอภินิหารแบบที่บางท่านเอามาเขียนเองบ้าง  เอามาแปลเองบ้าง  จนบางทีออกจะเลอะเทอะเกินจริง  หรือน่าเสนอแง่มุมอันถูกต้อง  ข้อจำกัดและสิ่งที่การสะกดจิตทำได้  ก็คิดว่าวิธีที่  2  น่าจะดีกว่า  เพราะความรู้อันมีประโยชน์ของการใช้พลังจิตและการสะกดจิตนี้  ถ้านำมาเผยแพร่ในแง่มุมที่เป็นปาฏิหาริย์มหัศจรรย์  ก็จะทำให้ศาสตร์อันมีคุณค่านี้ด้อยลงไป  เป็นระดับเดียวกับพวกทรงเจ้าเข้าผี  และเป็นที่ดูแคลนได้จากหมู่ชนที่เชื่อมั่นในเหตุผลและความเป็นวิทยาศาสตร์  โอกาสที่จะเผยแพร่ให้เป็นที่ยอมรับทั่วไปก็จะน้อยลงอีก

                ก่อนรู้จักการสะกดจิตมารู้จักจิตใต้สำนึกกันก่อนเพราะถ้าไม่มีจิตใต้สำนึกก็จะสะกดจิตไม่ได้  ทีนี้จะพิสูจน์ยังไงว่าจิตใต้สำนึกมีจริง  คุณจงอ่านคำบรรยายต่อไปนี้  และตอบคำถามให้จงได้

  1. เวลาโกรธหรือโมโห  มักจะหน้าแดง  เลือดขึ้นหน้าใช่ไหม?
  2. เวลาเรากลัว  หรือตกใจ  มักจะหน้าซีด  ใจสั่น  เหงื่อออกใช่ไหม?
  3. ทั้งสองข้อข้างต้นเป็นการตอบสนองกระบวนการทำงานของร่างกายต่ออารมณ์ใช่ไหม?
  4. ถ้าใช่  นั่นหมายความว่าร่างกายของเราเป็นผู้ควบคุมการทำงานของระบบประสาทต่างๆ  ใช่ไหม?
  5. และถ้าใช่อีก  นั่นหมายความว่าเราเป็นผู้ควบคุมร่างกายของเราใช่ไหม?
  6. ทีนี้  อยู่ดีๆ  เราจะสั่งให้ตัวเราเองหน้าแดงได้ไหม?
  7. อยู่ดีๆ  เราจะสั่งให้ตัวเองหน้าซีด  ใจสั่น  เหงื่ออกได้ไหม?
  8. ทำไมไม่ได้ล่ะครับ ในเมื่อนี่คือร่างกายของเรา
  9. นั่นหมายความว่ามีอะไรสักอย่างในตัวเราที่ควบคุมการทำงานของตัวเราเองอยู่  โดยที่ตัวเราเองไม่สามารถควบคุมสิ่งสิ่งนั้นที่อยู่ในตัวเรา

ข้อ  9  ยิ่งอ่านก็ยิ่งงง  แต่ถ้าเข้าใจคำถามตั้งแต่ข้อ  1. –8.  ก็จะเข้าใจทันทีว่าข้อ  9  หมายถึงอะไร  คำว่าอะไรสักอย่าง  นั้นแหละครับคือ  จิตใต้สำนึก

        ทีนี้ยกตัวอย่างอีกเรื่องหนึ่ง  สมมติว่าท่านต้องขับรถไปทำงานโดยผ่านสี่แยก  อสมท.  ทุกเช้า  วันหนึ่งท่านตื่นมาตามปกติ  แต่ยังค้างคาเรื่องที่คิดมาตั้งแต่เมื่อคืน  ท่านต้องรีบขับรถออกจากบ้านและยังไม่วายคิดถึงเรื่องที่คิดเมื่อคืนไปตลอดทาง  ปรากฏว่าพอมาถึงที่ทำงานท่านก็มานั่งโต๊ะทำงานตามปกติ  ทำงานได้สักพักเพื่อนท่านก็เดินมาถามว่า  ตอนผ่านสี่แยก  อสมท.  สังเกตว่ารถติดมากไหม  เพราะเพื่อนของท่านขับรถผ่านสี่แยกนี้เหมือนกัน  และเห็นมีรถน้ำมันจอดเสียริมถนน  ทำให้เส้นทางการจราจรเสียไปหนึ่งช่องทาง

        ท่านบอกว่าไม่รู้เรื่องเลย  และท่านก็ถามตัวเองว่า  ทำไมเราจำไม่ได้เลยว่าเหตุการณ์ที่สี่แยกเป็นอย่างไร  ท่านอาจจะแค่ตอบคำถามตัวเองง่ายๆ  ว่า  “ฉันคงใจลอย”  มันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอกครับ  ท่านแน่ใจหรือเปล่าว่าขับรถผ่านสี่แยกนี้จริงๆ  และถ้าท่านใจลอยท่านจะขับรถมาถึงที่ทำงานอย่างปลอดภัยได้อย่างไง  ทำไมไม่ไปชนท้ายคนอื่นเสียก่อน  หรือไม่ก็โดนใครชนไปที่กลางสี่แยกไปแล้ว  นั่นแหละครับ  จิตใต้สำนึกได้ทำงานที่สำคัญให้แก่ท่าน  ขณะที่จิตปกติของท่านกำลังสาละวนอยู่กับเรื่องที่ครุ่นคิด

        และอีกเรื่องหนึ่ง  คุณๆ  นักดื่มเหล้าคงจะนึกตามออก  เคยไหมครับวันไหนที่ท่านดื่มเหล้าจนเมาแอ๋  แล้วขับรถกลับบ้านเองอย่างที่ไม่น่าเชื่อว่าจะขับได้  และท่านก็กลับถึงบ้านได้อย่างปลอดภัยและถอดเสื้อผ้าเข้านอนเรียบร้อยปรากกว่าพอตื่นเช้าขึ้นมากลับงงว่า  เอ๊ะ  ฉันกลับมาถึงบ้านได้ได้ยังไง  ฉันขับรถมาตั้งแต่เมื่อไหร่  และทำไมถึงไม่ตายกลางทาง  ก็นั่นแหละครับ  จิตใต้สำนึกที่ดีรับใช้ท่านอย่างซื่อสัตย์เป็นผู้ควบคุมให้ท่านกลับถึงบ้านได้อย่างปลอดภัย  ในขณะที่จิตรู้สำนึกในภาวะปกติได้  หยุดทำงานไปแล้ว  เพราะฤทธิ์ของเหล้า  ถ้าท่านเห็นจริงตามนี้ละก็  จะพอทราบเลาๆ  แล้วว่าจิตใต้สำนึกคืออะไร  และทำหน้าที่อย่างไร  ถ้าไตร่ตรองดูให้ดีจะรู้ว่ามันมีอำนาจและอิทธิพลเหนือจิตรู้สำนึก  หรือความรู้สึกตัวในภาวะปกติเสียอีก

        ตามทฤษฎีเขากล่าวว่า จิตสำนึกกับจิตใต้สำนึกนั้นเป็นคนละส่วนกันแต่ทำงานสัมพันธ์กัน  จิตสำนึกหรือความรู้สึกตัว  ความมีสติอยู่ตลอดเวลาของเรา  จิตใต้สำนึกคือแหล่งข้อมูล  แหล่งความทรงจำ  และเป็นสิ่งที่ควบคุมการทำงานของระบบประสาท  การตอบสนองของอารมณ์  เราอาจเปรียบเทียบสมองของเราเหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์  จิตสำนึกคือความทรงจำบนหน้าจอ(RAM)  และจิตใต้สำนึกคือระบบความจำในเครื่อง(HARD  DRIVE)  และคนส่วนมามักไม่รู้จักวิธีที่จะดึงเอาข้อมูลในฮาร์ด  ไดรฟ์มาใช้ประโยชน์  ทุกวันนี้เราทำงานและดำรงชีวิตอยู่ด้วยการใช้ข้อมูลเพียงจากระบบความจำบนหน้าจอ  หรือจากจิตสำนึกเท่านั้นเอง  เราจึงอธิบายปรากฏการณ์หลายอย่างไม่ได้ที่เกิดขึ้นกับความคิด  ความทรงจำ  อารมณ์  และการตอบสนองทางจิตของตัวเราเอง

        ทีนี้มารู้จักกระบวนการทำงานของจิตใต้สำนึกกัน  ยกตัวอย่าง  ท่านเคยเห็นไหมครับ  บางคนกลัวหนู  บางคนกลัวแมลงสาบ  นั่นไม่แปลกเพราะคนทั่วไปมักกลัวสองสิ่งนี้  แต่ท่านเคยเห็นไหมครับคนบางคนกลัวแมว  กลัวแบบเจอแมวมายืนใต้โต๊ะก็ตกใจแทบกระโดดขึ้นยืนบนโต๊ะเลยทีเดียว  น่าขำดีนะครับ  แต่เจ้าตัวเขาไม่ขำด้วยเลย  ในทางกลับกัน  คนบางคนไม่กลัวหนู  ไม่กลัวแมลงสาบ  บางรายถึงขนาดจับมากินด้วยซ้ำ

        ที่เป็นอย่างนี้เพราะข้อมูลในจิตใต้สำนึกบันทึกไว้ให้เป็นอย่างนั้น  มันถูกบันทึกไว้ได้อย่างไร  วิธีไหน  และทำไมถึงถูกบันทึกไว้ 

        ตามทฤษฎีบันทึกว่า  ในขณะที่ประสาทของเราตื่นตัวอยู่  หรือขณะที่เราอยู่ในภาวะรู้สึกตัวอยู่นั้นจิตใต้สำนึกจะหลับ  หรือกล่าวให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นก็คือจิตใต้สำนึกมีเวลาเปิดปิด  จิตใต้สำนึกจะปิดเมื่อตัวเราเองอยู่ในสภาวะดังนี้คือ

  1. อยู่ในสภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่น
  2. อยู่ในสภาวะใจจดจ่อ  หรือจิตกำลังมีสมาธิที่ดี
  3. อยู่ในสภาวะจิตว่าง  และผ่อนคลาย

แต่ละคนเมื่ออยู่ในวัยเด็กนั้น  จิตจะอยู่ในสภาวะที่สาม  คือ  จิตว่าและผ่อนคลาย  เพราะยังไม่มีข้อมูลอะไรใส่ลงไปมาก  และไม่มีเรื่องเรื่องวิตกกังวล

                สมมติเด็กชายสินยังเป็นเด็กเล็กมาก  ไม่เคยเห็นแมว  มาวันหนึ่งเห็นลูกแมวเล่นอยู่ก็วิ่งไปหาแมวด้วยความอยากรู้อยากเห็นก็พยายามที่จะจับลูกแมวตัวนั้น  เผอิญแม่แมวมีนิสัยหวงลูกมาก  เลยกระโดดเข้าใส่เด็กชายสินเพื่อให้ผละจากลูกของตัวเองเสีย  เพราะกลัวว่าเด็กชายสินจะทำร้ายลูกของตัวเอง  เด็กชายสินตกใจและกลัวมาก  ในสภาวะขณะนั้นจิตใต้สำนึกกำลังเปิดประตูอยู่  ข้อมูลความทรงจำจะถูกบันทึกลงในจิตใต้สำนักทันที  มันจะบันทึกว่าเด็กชายสินตกใจและกลัวแมว  เพราะแมวจะทำร้ายเด็กชายสิน  ผลก็คือเขาจะกลัวแมวจนกระทั่งโต  และอาจจะตลอดชีวิตเลยถ้าไม่ได้รับการแก้ไข  โดยที่เด็กชายสินเองก็จะลืมเหตุการณ์ครั้งแรกที่ทำให้กลัวไปแล้ว  นี่เองเป็นแหล่งคำตอบที่กล่าวว่า  จิตใต้สำนึกเป็นแหล่งข้อมูลความทรงจำ

                ส่วนเรื่องที่ว่าจิตใต้สำนึกเป็นตัวควบคุมระบบประสาทและการทำงานของร่างกาย  ดังตัวอย่างที่ยกมาในตอนแรก  ที่เราไม่สามารถสั่งตัวเองให้หน้าแดง  หน้าซีด  ใจสั่นได้  แต่มีอะไรบางอย่างที่ควบคุมอยู่  ที่สั่งอยู่ดุเหมือนเป็นระบบการทำงานอัตโนมัติ 

                ด้วยทฤษฎีและข้อมูลพื้นฐานนี้เอง  ทำให้เกิดความเชื่อที่ว่า  ถ้าเราแก้ไขข้อมูลในจิตใต้สำนึกที่เกิดขึ้นตั้งแต่ในอดีตของผู้คนได้  เราก็จะได้รับประโยชน์จากมันมากมายมหาศาล

                ที่อเมริกาตอนนี้มีปัญหาหลักๆ  ของผู้คน  ที่จำเป็นต้องพึ่งการสะกดจิตเพื่อเข้าไปแก้ไขข้อมูลในจิตใต้สำนึก  อย่างเช่นว่า  บางคนมีอาการตื่นกลัวหวาดผวาอยู่ตลอดเวลา  บางคนเกิดอาการท้อแท้ล้มเหลวขึ้นมาดื้อๆ โดยหาสาเหตุอะไรไม่ได้  หรือเมื่อเห็นอะไรบางสิ่งบางอย่าง  นี่ก็ลงรูปแบบเดียวกับอาการกลัวแมว  อย่างเช่นว่ามิสเตอร์ดอว์สันเกิดปัญหานอนกับภรรยาแล้วไม่ถึงจุดสุดยอด  เขาได้หาแพทย์ทดลองทั้งหายาทั้งกินทั้งฉีดสารพัน  ซึ่งบางอย่างก็ได้ผลดีชั่วครั้งชั่วคราว  กระทั่งนายดอว์สันทดลองแก้ปัญหานี้ด้วยการสะกดจิตกับนักสะกดจิตบำบัด(HYPNOTHERAPIST)  ปรากฏว่าเมื่อทำการสะกดจิตเพื่อย้อนอดีต(AGE  REGRESSION)  นักสะกดจิตพบว่านายดอว์สันในวัยเด็กนั้นครั้งหนึ่งเคยอาบน้ำร่วมกับพ่อ  และเห็นอวัยวะเพศของพ่อและเปรียบเทียบกับของตัวเองในวัยนั้น  ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในขนาดของตัวเองก็ถูกเก็บฝังเข้าในจิตใต้สำนึก  โดยที่เมื่อเติบใหญ่ขึ้นนายดอว์สันก็ลืมไปแล้วถึงเหตุการณ์ที่ว่าและก็ยังมีชีวิตและจิตใจเป็นปกติ  แต่เมื่อร่วมเพศทีไรก็มีปัญหาทุกทีโดยหาสาเหตุไม่ได้  เมื่อนักสะกดจิตพบสาเหตุนั้นแล้วก็ทำการแก้ไขข้อผิดพลาดทางจิตนั้น  เปลี่ยนจิตใต้สำนึกให้นายดอว์สันเสียใหม่  หลังจากนั้นไม่นานเขาก็มีชีวิตอยู่อย่างเป็นปกติสุขทุกอย่าง

                หรือบางครั้งอย่างที่เราอาจเคยเห็นในทีวีหรือภาพยนตร์ของฝรั่ง  มีการใช้การสะกดจิตสืบสวนสอบสวนของตำรวจ  เช่น  คนบางคนอาจอยู่ร่วมในเหตุการณ์ฆาตกรรมหรือโจรกรรม  ซึ่งเขาเห็นเหตุการณ์โดยตลอด  แต่เขากลับจำหน้าคนร้ายไม่ได้  จำป้ายทะเบียนรถไม่ได้  การสะกดจิตก็จะถูกใช้เพื่อการนี้  โดยจะดึงเอาจิตใต้สำนึกของคนนั้นขึ้นมาตอบคำถาม  เพราะตามทฤษฎีอีกเช่นกัน  ที่เชื่อว่าจิตใต้สำนึกจะบันทึกเรื่องราวเป็นรูปภาพ  หรือจะเรียกว่าบันทึกเรื่องราวเป็นฟิล์มหนังเลยก็ว่าได้  เมื่อทำการสะกดจิตบุคคลที่จะเป็นพยานแล้ว  คนคนนั้นจะสามารถรื้อฟื้นความทรงจำขึ้นมาได้  โดยภาพของเหตุการณ์นั้นๆ  จะปรากฏขึ้นในสมองและเจ้าตัวก็สามารถหยุดภาพไว้ที่ใดที่หนึ่ง  และขยายหรือย่อภาพให้เล็กให้ใหญ่ก็ได้ด้วยตัวเขาเอง  ภาพที่เกิดขึ้นนี้เอง  จะปรากฏใบหน้าหรือเลขทะเบียนรถของคนร้ายขึ้นมาได้  และคนที่เป็นพยานจะบรรยายเหตุการณ์  ลักษณะคนร้าย  หรือหมายเลขทะเบียนรถได้อย่างแม่นยำเหมือนมีคนเอาภาพถ่ายเหตุการณ์นั้นมาให้ดูเลยทีเดียว


(สถาบันฝึกอบรม ชมรมนักสะกดจิตแห่งประเทศไทย สะกดจิต สะกดจิตบำบัด พลังจิต พลังจิตบำบัด จิตสำนึก จิตใต้สำนึก พลังจิตใต้สำนึก สั่งจิต สั่งจิตใต้สำนึก แพทย์ทางเลือก จิตเหนือสำนึก จิตไร้สำนึก จิต เทคนิคจิตใต้สำนึก จิตวิทยา สุขภาพจิต จินตนาการ จินตภาพบำบัด จิตเป็นายกายเป็นบ่าว กล่อมเกลาจิตใต้สำนึก คลื่นสมอง ดนตรีบำบัด หลับยาก เครียดง่าย โมโหร้าย ใจร้อน กดดันตัวเอง คาดหวัง ตื่นเต้น วิตก ท้อแท้ หดหู่ มะเร็ง ภูมิแพ้ สะเก็ดเงิน พาร์กินสัน หวาดกลัว พฤติกรรม นิสัย ทัศนคติ ความเชื่อ พีระมิด เพนดูลั่ม หินบำบัด รักษา the society of thai hypnotists www.thaihypno.com hypnotism hypnosis hypnotizing hypnotize hypnotherapy imagination alternative medicine mind over matter Holistic healing intregeted curation brain wave music therapy science of vibration crystal bowl )

 
อ่าน 6,877 คน  

Since 1997 Visitors No. 3269020

©All Right Reserved by ThaiHypno.com